อากง

แท็กซี่อากง
เหตุเกิดบนแท็กซี่…

แท็กซี่ : ทำงานอยู่บนตึกนี้เลยเหรอครับ

ผู้โดยสาร : ครับ

แท็กซี่ : งานดีนะครับ ผมผ่านตึกนี้ทีไร ผมชอบมอง มันโก้ดี ตึกสูง สวยเสียด้วย

ผู้โดยสาร : ผมเป็นลูกจ้างเขาน่ะครับ ไม่ใช่เจ้าของตึก 555

แท็กซี่ : ลูกจ้างก็ต้องทนครับ ผมขับรถก็ต้องทน ระบบบ้านเรามันเอาเปรียบคนครับ

ผู้โดยสาร : ยังไงครับ

แท็กซี่ : มันไม่เป็นธรรมไงครับ มันมีสองมาตรฐาน มันยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง

ผู้โดยสาร : อืมมม….

แท็กซี่ : คุณลองดูสิ… สิงคโปร์ไปถึงไหนแล้ว เกาหลีไปถึงไหนแล้ว ไม่ต้องพูดถึงญี่ปุ่น หรือย่างเวียดนามก็ไปเร็วกว่าเราอีก บ้านเรามันมีตัวถ่วงครับ

ผู้โดยสาร : ยังไงอะ

แท็กซี่ : ระบบอำมาตย์ไงครับ

ผู้โดยสาร : อ๋อ… เหรอครับ… อืมม… ยังไงครับ

แท็กซี่ : คุณไม่เห็นข่าวเหรอครับ… อย่างอากงไง… น่าสงสาร แกตายเพราะกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย ไอ้มาตรา 1122 นั่นน่ะ

ผู้โดยสาร : มาตรา 112 นั่นใช่มั๊ย

แท็กซี่ : เอ้อ ใช่ ใช่ คุณรู้นี่

ผู้โดยสาร : ดูข่าวน่ะครับ ในทีวีก็เห็น ในเน็ตก็มี ดูแล้วก็ตามอ่านข้อมูลบ้าง อยากรู้ ไม่อยากถูกหลอก

แท็กซี่ : นั่นแหละครับ ผมตามข่าวมาตลอด ผมฟังวิทยุทั้งวัน แกตายเพราะมาตรา 112

ผู้โดยสาร : เห็นว่าเป็นมะเร็งไม่ใช่เหรอครับ

แท็กซี่ : เอ่อ… แต่แกตายในคุก เพราะถูกศาลตัดสินด้วยมาตรา 112

ผู้โดยสาร : มาตรา 112 นี่มันมีมาตั้งแต่ก่อนผมเกิดอีกไม่ใช่เหรอครับ ใครทำผิดก็ติดคุก แล้วที่ผ่านมา คนที่ติดคุกเพราะมาตรานี้ก็ไม่ได้ตายเหมือนอากงทุกคนนี่ครับ

แท็กซี่ : เอ่อ… แต่ก็เนี่ย คุณสุรชัยเขาติดคุกเพราะกฎหมายนี้เหมือนกัน เขาถึงขนาดเขียนจดหมายลาตายไว้เลยนะ ไอ้กฎหมายนี้มันแย่มาก

ผู้โดยสาร : สุรชัย แซ่ด่าน ใช่มั๊ยครับ เคยติดคุกกี่รอบแล้วไม่รู้ แต่ก็ไม่เห็นตายนี่ครับ มาวันนี้ ติดคุกตอนแก่ ถ้าตายในคุกก็ไม่น่าจะแปลกนะครับ เพราะอายุมากแล้วไง

คนคลอดลูกในคุกก็มีนะครับ ตายในคุกก็เยอะ เจ็บป่วยก็มาก อากงที่ตายในคุกก็เหมือนนักโทษคนอื่นๆ ที่ป่วยแล้วตายในคุก ถ้าเรือนจำเขาดูแลตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ไม่ได้กลั่นแกล้ง ทรกรรมทรมาน จะไปว่าใครเขาได้ล่ะครับ ขนาดคนป่วยไปตายที่โรงพยาบาลก็ยังโทษหมอโทษพยาบาลไม่ได้ทุกคน

ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายซะอย่าง ลองใช้ชีวิตเหมือนคนอายุ 60 ทั่วไป ก็คงจะได้ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องตายในคุกใช่มั๊ยครับ

เหมือนคุณลุง เหมือนผมนี่ไง ไม่ทำผิดกฎหมาย ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนเพราะมาตรา 112 ใช่มั๊ยครับ

แท็กซี่ : เอ่อ… แต่คดีอากงเนี่ย แค่ส่งเอสเอ็มเอสก็ติดคุก แถมศาลลงโทษ ทั้งๆ ที่ ไม่ได้มีพยานยืนยันชัดเจนว่าเห็นแกส่งเอสเอ็มเอสนั่นเลยนะ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน

ผู้โดยสาร : ถ้าอากงส่งเอสเอ็มเอสไปบอกลูกหลานว่าคิดถึง แกคงไม่ติดคุกหรอกครับ

ถามจริงๆ ลุงติดตามข่าว ลุงว่ามั๊ยล่ะครับ ว่าข้อความนั่นมันเข้าข่ายผิดกฎหมาย ดูหมิ่นสถาบัน หยาบคายมากๆ ใช่มั๊ยครับ ผมเชื่อว่าลุงเองก็คงจะไม่กล้าส่งข้อความแบบนี้มาให้ผมหรอกนะ หรือถ้าส่งก็คงไม่ยอมรับ ใช่มั๊ยครับ

แท็กซี่ : อืมม…

ผู้โดยสาร : ส่วนที่ว่าศาลตัดสินโดยไม่มีพยานรู้เห็นการกระทำผิดชัดเจน กรณีอย่างนี้ผมว่าไม่แปลกนะครับ อย่างบนแท็กซี่เนี่ย ผมก็เคยใช้โทรศัพท์ส่งเอสเอ็มเอสตั้งหลายหน ไม่เห็นมีแท็กซี่คนไหนยืนยันได้เลยว่าผมส่งเอสเอ็มเอสข้อความว่าไง ส่งถึงใคร ผิดกฎหมายหรือเปล่า คนทำผิดใครจะเปิดเผยให้คนอื่นเห็นอ้าซ่าล่ะครับ มันต้องหลบๆ ซ่อนๆ เป็นธรรมดา

คดีนี้ศาลก็ให้จำเลยกับโจทก์นำพยานหลักฐานฝ่ายของตนเข้ามาเสนอในศาลตามปกตินี่ครับ ฝ่ายโจทก์เขามีผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมือถือ นำสืบถึงเลขอีมี่ สืบว่าคนส่งเอสเอ็มเอสอยู่ในพิกัดพื้นที่ไหน แล้วไอ้มือถือที่ส่งข้อความผิดกฎหมายนั่นมันก็ชัดเจนว่าเป็นของอากง

ทนายฝ่ายอากงเอาแต่อ้างว่า ส่งเอสเอ็มเอสไม่เป็น แต่ข้อเท็จจริงมันปรากฏเป็นเอกสารยืนยันว่า มือถือของอากงนั่นน่ะ มีการส่งข้อความเป็นจำนวนมาก แล้วจะให้เชื่อได้เหรอครับ

แถมอากงอ้างว่ามีคนแอบใช้มือถือของแกส่งเอสเอ็มเอส ตัวแกเคยเอามือถือไปซ่อม แต่พอถามว่าไปซ่อมร้านไหน แกกลับอ้างว่าจำไม่ได้ แล้วมันผิดปกติมั๊ยครับ เพราะเอาไปซ่อม มันต้องจำร้านได้ เพราะคนเราจะต้องไปเอาคืน ใช่มั๊ยครับ

ดูจากรูปการ พยานหลักฐานอย่างนี้ แล้วยังจะให้เชื่ออากงอะไรนั่นได้เหรอครับ

คดีข่มขืน คดีลักขโมย ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีจับได้ขณะกระทำผิด กำลังข่มขืนอยู่เท่านั้น หรือต้องมีคลิปวีดีโอบันทึกภาพการกระทำผิดเสมอไปนะครับ เมื่อสอบสวนไต่สวนรอบด้าน ฟังโจทก์ ฟังจำเลย ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน แค่นี้ก็พิจารณาได้แล้ว

ลุงว่ามั๊ยล่ะ.. โจรที่ไหนมันจะยอมรับว่าตัวเองทำผิดล่ะครับ ถ้าไม่จำนนด้วยพยานหลักฐานจริงๆ

แท็กซี่ : เอ่อ…

ผู้โดยสาร : ถึงแล้วครับ แล้วก็นี่ไงครับลุง ตัวการที่ทำให้ประเทศชาติไม่เจริญซักที ลุงติดตามข่าว คงเห็นใช่มั๊ยครับว่าสารพัดโครงการในสนามบินสุวรรณภูมิเนี่ย มันโกงกินกันมหาศาลแค่ไหน

ใครโกง ใครกิน ก็นักการเมืองนี่แหละครับ ไม่มีอำมาตย์ที่ไหนหรอก

แล้วไอ้พวกที่รีดไถ หากินอยู่ที่นี่ มันก็ลูกน้องนักการเมืองทั้งนั้นล่ะครับ

แท็กซี่ : (เงียบ)

ผู้โดยสาร : เอ้า… นี่ครับลุง ช่วยๆ กัน ไม่ต้องทอนนะครับ ยุคนี้ข้าวแกงขึ้นไปเป็นจานละ 40 บาทแล้ว เราคนไทยเหมือนกัน ผมสนับสนุนคนทำมาหากินสุจริต ไม่งอมืองอเท้ารอแบมือขอนักการเมืองอย่างลุงครับ

อ้อ… ลุงลองเปลี่ยนคลื่นไปฟังสถานีอื่นที่ไม่ใช่ของเสื้อแดงบ้างนะครับ เราจะได้รู้ทัน

credit: https://www.facebook.com/groups/271322829556226/permalink/417125858309255/
via https://www.facebook.com/kob.sakarit

picture from : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=404091649635301&set=p.404091649635301&type=1&ref=nf
via https://www.facebook.com/BENDA5000

Attitude

ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย….
เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี
เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:

1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น
ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม
ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
– เจฟฟรีย์ บาร์น

2. การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม
บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า ” ขี้เกรงใจ ” แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
– ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ

3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย
แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม
บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
– ไมเคิล วิดฟิล์ค

4. ความรับผิดชอบ
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า
ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนาน
ก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที
เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
– สเตฟานี จอห์นสัน

5. วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า
หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่ง
ลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
– ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก

6. บอกแต่ข่าวดีคนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า
จะทำงานเสร็จทันเวลาๆไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
– โจนาธาน ธอมพ์สัน

7. คำว่า ” ไม่เป็นไร ”
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน
แต่จะใช้คำว่า ” ไม่เป็นไร ” มาแก้ปัญญหาแทน
– เจนิส อิกนาโรห์

8. ทักษะในการทำงาน
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย
บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องร าวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก
แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
– เดวิด กิลเบิร์ก

9. ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย
ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
– เฮเบิร์ก โอ ลิสส์

10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน
พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา
การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก
และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
– มาร์ค โอเนล ฮิวจ์

11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว
พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที
4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
– วิลเลี่ยม แมคคินสัน

12. นับถือระบบอาวุโส
คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา
บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก
เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท
– เนลสัน ฟอร์ด

ปรับปรุงกันนะ แต่ว่าก็ให้ผู้บริหารบางคนต้องปรับปรุงตามด้วยนะ เพราะว่าพอมีพนักงานโต้แย้ง แต่ก็ไม่รับฟังเหตุผลก็มี
ก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากจะโต้แย้งซักเท่าไร อยู่ไม่ได้ก็ลาออกไป
นำร่อง

credit: People Magazine Facebook

iconv tis-620 and utf-8

เวลาเราได้ file มาจาก windows แล้วมาเปิดบน Linux หรือ OSX เราจะเจอแบบนี้

iconv utf-8 tis-620

iconv utf-8 tis-620

มันอ่านไม่ออก

เพราะว่ามันเป็น tis-620
เราต้องแปลงมันเป็น utf-8

$ iconv -f tis-620 -t utf-8 secret.txt > secret_utf8.txt

เราก็จะได้ ecret_utf8.txt ที่สามารถอ่านได้แบบ all platform